แชร์ประสบการณ์การวิ่งครั้งแรก ASICS Relay Thailand 2019


.
เรื่องมันอยู่แว่ เอ้ย! ว่า.... เย็นวันนึงที่กำลังเลิกงานและเดินทางกลับบ้าน พี่กุ้ง(รุ่นที่ทำงาน) ก็เดินเข้ามาทักว่า “ไปวิ่งด้วยกันไหม เป็นวิ่งผลัด กำลังรวมทีม” เราก็เฮ้ย น่าหนุกนะ มีเพื่อนวิ่งด้วย เลยตอบตกลงไป แต่หลังจากตอบตกลงปุ้บ พี่กุ้งก็บอกว่า “ไปซ้อมด้วย อย่าทำเวลาถ่วงเจานะแก” .....อืม พลาดแล้วเรา 5555
.
หลังจากนั้นก็คงไม่ต้องเดาเน้อ ก็คือต้องซ้อมแหละ 5555
.
โปรแกรมที่เราจะวิ่ง ชื่อว่า “ASICS Relay 2019” เป็นงานแบบวิ่งผลัดมาเป็นทีม มีแบบ Full Marathon 42 กม. และ Half Marathon 21 กม. ซึ่งแน่นอนว่าโปรแกรมที่เราลงสมัคร คือ Half Marathon สมาชิกในทีม 4 คน ก็จะต้องวิ่งกันคนละ 5.25 กม. ผลัดกันไปจนครบทุกคนในทีม
.
ความคิดแรกที่มีตอนนั้น จำได้เลยว่า “เราจะไหวเหรอวะ?” ซึ่งเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว แล้วเป็นลมชักด้วย ตายๆๆๆ เราต้องลงไปดิ้นที่กิโลเมตรแรกแน่นอน จริงๆ ก็สารภาพว่าเกือบถอดใจจะถอนตัวแล้วล่ะ แต่พี่กุ้งบอกว่า “อ้อ ลงสมัครไปแล้ว ยกเลิกไม่ได้ล่ะ” แป๋ววววว
.
ตลอดเวลา 3 เดือนพยายามดูเรื่องข้อมูลการวิ่ง รวมถึงลองสมัครวิ่งโปรแกรมแบบขำๆ สัก 3 กิโล 5 กิโล ผลงานแรก คือ ตื่นสายจ้ะแม่! เวรกรรม ส่วนอีกงานสมัครเองไปเตรียมพร้อมแล้ว แต่เขายกเลิกเสียก่อน เสียดาย.....(จริงๆ นะ)
.
สุดท้ายก็ต้องวิ่งในฟิตเนสล่ะ จริงๆ มันประกอบกับช่วงที่เกือบได้เดบิวต์เข้ายูนิต #เบาหวาน101 ล่ะ ค่าน้ำตาล ค่าตับ ค่าไขมัน พังมันทุกอย่างเลย มันก็ประจวบเหมาะกับการได้เปลี่ยนตัวเองดูสักทีเน้อ (ไว้รอบหน้ามาเล่านะ)
.
วิธีการซ้อมที่เราทำ ก็คือ เข้าฟิตเนส ซึ่งเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง แต่เน้นการวิ่ง ไม่ได้วิ่งหนักนะ วิ่งแบบไปช้าๆ ความเร็วสัก 6 วิ่งเหยาะๆ ไปให้ได้สักชั่วโมง เบื่อๆ ก็ปันจักรยาน สไลด์เรือ เอาที่ชอบ เข้าใจว่ามันคือการ “คาร์ดิโอ” เน้อ แต่หลังจากคาร์ดิโอแล้ว เราก็จะเวทเทรนนิ่งเพิ่ม เล่นเครื่องบ้าง เอาให้แข็งแรง
.
ซึ่ง 2-3 เดือน ผลมันก็ดีจริงๆ นะ เพราะผลการตรวจร่างกายเราปกติทุกอย่างเลย! ดีใจมาก ร่างกายก็พร้อมมาก เพราะทดลองวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแล้ว รอดจ้า 5 กิโลไม่ล้ม โอเคความมั่นใจมาล่ะ
.


.
จนมาถึงวันจริง....การมารวมพลที่สนามหลวงของนักวิ่งจากทั่วทุกสารทิศการมาถึง สำหรับเราทุกอย่างมันดูใหม่มาก รู้สึกโชคดีนะที่วิ่งครั้งนี้มาวิ่งเป็นทีม เพราะถ้าเรามาครั้งแรกคนเดียว คือ มึนอะ มึนมันทุกอย่าง ต้องไปตรงไหน ต้องทำยังไง ยังดีที่มีพี่กุ้ง, พีแนน(รุ่นพี่ที่ทำงานอีกคน) และพี่น้อย(เพื่อนพี่แนน) มาร่วมทีมกัน ก็จะได้คำแนะนำว่า ทำยังไง เตรียมตัวยังไง อันนี้ไปทางไหน ทำอะไรบ้าง นี่คือ ถ้ามาคนเดียว คือ เตรียมวิ่งอย่างเดียวเลยนะ 5555+
.

.
เรารับหน้าที่ในไม้ที่ 3 เขาก็จะมีเป็นคอกให้คนแต่ละไม้รอ คนที่แรกออกไป ก็จะเปิดคอกให้คนในคอกของผลัดต่อไป ออกมารอ ตื่นเต้นมาก เราพร้อมวิ่งมาก ไฟแรงเว่อร์ เขาไปรอเลย แต่วอร์ม พอถึงเวลาจริง คนแน่นเอี๊ยด หาที่ยืนยังยากเลย
.



.
เมื่อถึงเวลาตาเรา พอรับไม้ปุ๊บก็สับโล้ด โอ้โห....ช่วงแรกที่วิ่งมันเซอร์ไพรส์ มันรู้สึกสุดยอดมาก มันรู้สึกว่า เราได้ก้าวความกลัวของเราออกมาได้ก้าวนึงแล้ว เวลาที่เรารอคอยมันสุดยอดจริงๆ เสร็จแล้วก็ตั้งสติ ทำแบบที่เราซ้อมมาทั้งหมด ใส่เต็มที่แต่ไม่ใส่แรงเยอะไปจะได้ไม่เหนื่อย รักษาความเร็วและระยะไว้ ซึ่งเจ๋งมาก! ไม่เคยวิ่งได้ Pace และเวลาเท่านี้มาก่อน
.
แต่!!!!.....เวลาแห่งความพังพินาศก็มาถึงแล้วแม่จ๋า
.
เส้นทางที่เราวิ่ง คือ วิ่งออกจากสนามหลัง ไปทางพระบรมมหาราชวัง แล้วเลี้ยวขวาไปทางท่าช้าง และเลี้ยงซ้ายเลียบราชนาวีสโมสร แล้วเลี้ยวซ้ายตรงวัดโพธิ์ ตรงไปกลับตัวตรงวงเวียนสวนเจ้าเชษฐ์ นี่แหละความพินาศมันอยู่ตรเน้!!!
.
ตรงจุดที่กลับตัวจะมีจัดให้รับน้ำ เราก็รับมาแก้วนึง กะว่าเอาสักจิบๆ อึกสองอึก อยู่ดีๆ สำนึกรักษ์โลกก็พุ่งดึ้งขึ้นมาในสมองว่า “เฮ้ย เสียดายน้ำ กินให้หมด” นั้นแหละ.....จุกจ้าาาาา พยายามวิ่งล่ะ ลมตี เจ็บซี่โครงมาก สุดท้าย เดินยาวจากท่าเตียนมาราชนาวีเลย เซ็งมาก หลังจากนั้นก็ดีขึ้นนะ แต่ก็ได้แค่เหยาะๆ อะ เพราะเจ็บแล้ว พยายามออกแรงมากแล้วเสียดท้องเลย เสียดาย
.

.
เมื่อมาถึงจุดเปลี่ยนตัวและส่งไม้ต่อ ความรู้สึกเหมือนได้แชมป์โลกมาก เฮ้ย! เราทำได้อะ เราทำสิ่งนี้ได้จริงๆ มันเป็นความภูมิใจในความสำเร็จเล็กๆ ของเรานะ จากที่เราเคยปรามาสตัวเองว่าทำไม่ได้หรอก วิ่งไปเดี๋ยวก็ล้ม แต่วันนี้เราทำได้ว่ะ!
.
สิ่งที่ได้จากการวิ่งครั้งนี้ คือ เราได้มองตัวเองใหม่เลยนะ ก่อนหน้านี้ที่เรามองว่า อุปสรรคหลายๆ อย่างที่เราคิดวาาเราคงทำไม่ได้ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่เคยได้ลองเรียนรู้และทดลองมันเลย มาวันนี้ เรามองใหม่ไปเลย เลือกที่จะทำตามที่ต้องการ ก้าวผ่านความกลัว และพร้อมจะผ่านอุปสรรคมันไปให้ได้
.

.
บางคนอาจจะบอกว่า “วิ่งตามกระแสเกรอ”, “วิ่งเป็นแฟชั่นนะสิ”, “อยากวิ่งก็วิ่งหน้าบ้านก็ได้มั้ง”, “เสียตังค์เพื่อไปงานวิ่งเนี่ยนะ”, “งานวิ่งพวกนี้หาเรื่องเที่ยวมากกว่า” และอีกหลายอย่าง ซึ่ง.....ก็ไม่เถียงเน้อ เพราะมันก็มีคนคิดแบบนี้จริงๆ แต่ส่วนตัวต้าแล้ว การมีงานแบบนี้ก็เหมือนเป็น Challenge แบบหนึ่งที่เราอยากจะข้ามไปและพิชิตมันให้ได้ วิ่งทุกวันมันเบื่อนะ ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเจอกับอะไรใหม่ๆ บ้างก็ได้ความตื่นเต้นไปอีกแบบนะ
.
แต่ก็อีกนะ ขึ้นชื่อว่า “การออกกำลังกาย” ยังไงมันก็ดีอยู่แล้วนี่เน้อ ถ้าจะมองว่าเป็นกระแสเป็นแฟชั่น ถ้างั้นมันก็เป็นแฟชั่นที่ดีที่น่าทำตามนะ เป็นแฟชั่นที่ได้สุขภาพที่ดี แล้วมันไม่ดีเหรอ? เข้าใจว่ามันต้องเสียตังค์เพื้อไปวิ่ง แต่ถ้าเงินนั้นไม่ใช่ค่าวิ่ง แต่เป็น “ค่าประสบการณ์” เราว่ามันก็คุ้มค่านะที่เราจะได้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ บ้าง
.
ซึ่งถ้าบางคนยังไม่เข้าใจอีก....ก็คงต้องเรื่องของคุณแล้ว เพราะก็วิ่งครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้าเลือกเหมือนกัน
.
ถ้าถามว่าจะไปวิ่งอีกไหม? ก็อยากนะ แต่คงไม่ไปทุกงานอะ เพราะก็มีอีกหลายเป้าหมายหลายอย่างที่อยากทำอีก(อย่างเช่นการได้ลองเล่น Anti-Gravity หรือโยคะบนผ้าโหน) หรือกิจกรรมอื่นๆ แต่ก็ยังอยากวิ่งนะ เดี๋ยวคงหางานสนุกๆ ไปลองวิ่งบ้าง ทำ Challenge ให้ชีวิตตัวเองมีสีสันบ้าง
.
สุดท้ายที่เขียนมายาวยืด ก็แค่อยากจะเล่าและเก็บไว้เป็นความทรงจำกับประสบการณ์ในการไปงานวิ่งครั้งแรกมันเป็นยังไง แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่มาอ่านจะได้อะไรไหม แต่คาดหวังว่า น่าจะได้รับแรงบันดาลใจที่จะก้าวผ่านของกลัวของตัวเองไปได้บ้างนะ
.
สู้ๆ นะ เป็นกำลังใจให้
#Apota

ความคิดเห็น